พรรคมีนโยบาย “ข้าว ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ทำนาปลูกข้าวซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ โดยรัฐจะเข้าไปเป็นผู้ดำเนินการเป็นคนกลางทั้งในเรื่องกระบวนผลิตและจัดจำหน่ายข้าวให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มการจำหน่ายข้าวสารของภาครัฐ การที่ภาครัฐเข้าไปทำหน้าที่เป็นคนกลางในการดำเนินการจะเป็นเสมือนตัวช่วยให้กับชาวนาไทย ทั้งในเรื่องการยกระดับการผลิตและการจัดจำหน่าย ที่ผ่านมาชาวนาเป็นเพียงผู้ทำนาปลูกข้าวให้ได้มาซึ่งข้าวเปลือก และเมื่อขายข้าวเปลือกให้กับพ่อค้าแล้ว ชาวนาจะได้รับเงินค่าข้าวเปลือกน้อยมากเมื่อเทียบกับข้าวสารที่นำไปแปรรูปจนถึงมือผู้บริโภค
ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาข้าวราคาตกต่ำอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมในการยกระดับความเป็นอยู่ของชาวนาให้สามารถมีรายได้สูงถึง ๓๗,๕๐๐ บาทต่อเดือน พรรคจึงมีนโยบายในการให้ภาครัฐเข้าไปช่วยบริหารจัดการให้กับชาวนาทั้งในเรื่องการยกระดับการผลิต การแปรรูป และการจัดจำหน่าย เพราะเมื่อรัฐเข้าไปดำเนินการเป็นส่วนรวมก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงและเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิตให้สูงขึ้นได้ โดยเฉพาะการที่รัฐจะเป็นเสมือนหุ้นส่วนที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางที่จะดำเนินการในเรื่องกระบวนการงานต่างๆ ที่อยู่วงจรการค้าข้าว(เฉพาะในส่วนการบริโภคข้าวภายในประเทศ) ซึ่งรัฐจะเป็นผู้กำกับและดำเนินการตั้งแต่ข้าวเปลือกออกจากมือชาวนาไปจนถึงกลายเป็นข้าวสารที่อยู่ในมือผู้บริโภค ทั้งในเรื่อง การเกี่ยวข้าว การอบข้าว การสีข้าว การบรรจุข้าว การเก็บข้าว การสั่งซื้อข้าว การขนส่งข้าว และ การเก็บเงินจากผู้บริโภค จะทำให้ชาวนามั่นใจได้ว่าจะได้รับผลประโยชน์จากการขายข้าวอย่างเต็มที่
ดังนั้นเมื่อรัฐเข้าไปช่วยดำเนินการในฐานะคนกลางในกระบวนการต่างๆ ที่กล่าวมาจะทำให้ชาวนาหรือกลุ่มชาวนา สามารถเปลี่ยนจากการขายข้าวเปลือกตันละ ๗,๐๐๐ บาทมาเป็นการขายข้าวสารได้ไม่ต่ำกว่าตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งจะทำให้ชาวนาและครอบครัวแต่เดิมมีรายได้จากการทำนาแล้วขายข้าวเปลือก จะเปลี่ยนมาเป็นมีรายได้และกำไรจากการขายข้าวสารโดยตรงไปยังผู้บริโภค ชาวนาและครอบครัวจะทำหน้าที่ปลูกข้าวตามปกติที่เคยทำมา ส่วนกระบวนการต่างๆ หลังจากนั้นจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการ ได้แก่ การเกี่ยวข้าว การอบข้าว การสีข้าว การบรรจุข้าว การเก็บ การจำหน่ายข้าว การสั่งซื้อข้าวจากผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์ม การขนส่งข้าว การเก็บเงินผู้บริโภค และการนำส่งเงินค่าข้าวให้กับชาวนา
นโยบายนี้รัฐจะร่วมดำเนินการกับชาวนารายย่อยที่ลงทะเบียนแต่ละครอบครัวจะมีโควตาการจำหน่ายข้าวต่อ ๑ รอบการปลูกข้าวได้ครอบครัวละ ๑๕ ตันข้าวเปลือก (การปลูกข้าวจะคิดที่ ๒ รอบต่อปีเป็นข้าวนาปีและนาปรัง) ซึ่งชาวนาและครอบครัวจะผลิตเป็นปริมาณข้าวสารรวม ๑๐ ตันข้าวสาร ซึ่งเท่ากับ๑๐,๐๐๐ กิโลกรัมข้าวสาร เมื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารถุงละ ๕ กิโลกรัมจะได้ปริมาณข้าวสาร ๒,๐๐๐ ถุง โดยในการสั่งซื้อข้าวสาร ๕ กิโลกรัมราคาตลาดต่ำสุดจะอยู่ที่ถุงละ ๑๕๐ บาท ดังนั้นชาวนาแต่ละครอบครัวจะสามารถขายข้าวได้ ๓๐๐,๐๐๐ บาท และเมื่อรวมกับรำข้าวปลายข้าวและแกลบจะทำให้มีรายได้เพิ่มอีก ๗๕,๐๐๐ (๕,๐๐๐ บาท * ๑๕ ตัน) รวมแล้วจะได้ราคาขายข้าวสารและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องทั้งสิ้น ๓๗๕,๐๐๐ บาท ต่อการปลูกข้าว ๑ รอบในปริมาณข้าวที่ปลูก ๑๕ ตันข้าวเปลือกของชาวนา เมื่อขายถึงมือผู้บริโภคแล้วรัฐจะนำรายได้แบ่งรายได้ออกเป็น ๒ ส่วนคือ เงินขายสินค้าที่สำหรับชาวนาจะได้รับเงินเป็นเงิน ๒๒๕,๐๐๐ บาท มาจ่ายคืนให้ชาวนาซึ่งเป็นรายได้ต่อรอบการเพาะปลูกในการขายข้าวสาร และรัฐจะได้รับส่วนที่เหลือ เพื่อนำไปเป็นต้นทุนในการดำเนินการบริหารจัดการต่อไปซึ่งจะเท่ากับ ๑๕๐,๐๐๐ บาท สรุปว่าชาวนาจะสามารถมีรายได้จากการขายข้าวที่เป็นแบรนด์ข้าวสารของตนเองให้กับประชาชนจากข้าวเปลือกของตนเองในแต่ละพื้นที่ได้ในราคา ๒๒๕,๐๐๐ บาท ต่อ ๑๕ ตันข้าวเปลือก ต่อรอบ เมื่อนำมาคำนวณจะได้ตัวเลขที่เป็นราคาข้าวเปลือกจะเป็นราคาที่ชาวนาขายข้าวเปลือกได้ที่ราคา ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน
ดังนั้นชาวนาจะมีรายได้ ๑ รอบต่อระยะ ๖ เดือน ชาวนาจะมีรายได้จากการขายข้าว ๑๕ ตันข้าวสาร อยู่ที่ ๒๒๕,๐๐๐ บาท คิดเป็น ราคาข้าวที่ชาวนาได้รับกิโลกรัมละ ๑๕ บาท (๒๒๕,๐๐๐บาท / ๑๕ ตันข้าวเปลือก) ซึ่งในรอบการปลูกข้าว ๑ รอบ ชาวนาจะมีรายได้ ๒๒๕,๐๐๐ บาทในระยะเวลา ๖ เดือน ดังนั้นใน ๑ ปี ของวงรอบการปลูกข้าวของประเทศจะมีวงรอบให้ดำเนินการปลูกข้าวได้ ๒ รอบที่เป็นข้าวนาปีและข้าวนาปรัง จึงทำให้ชาวนาที่อยู่ในโครงการมีรายได้ทั้งสิ้น ๔๕๐,๐๐๐ บาทต่อปี คิดเป็นรายได้เฉลี่ยของชาวนาและครอบครัวจะมีรายได้เฉลี่ย ๓๗,๕๐๐ บาทต่อเดือนในระยะเวลาตลอดทั้งปี
ตามปกติการค้าขายข้าวในตลาดการค้าข้าวนั้นจะแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มผู้ค้าข้าวส่งออกต่างประเทศ และ กลุ่มผู้ค้าข้าวรายใหญ่ภายในประเทศ ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้ชาวนาและครอบครัวหลุดพ้นจากวงจรการค้าข้าวที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และสามารถยกระดับครัวเรือนให้มีรายได้สูงถึง ๓๗,๕๐๐ บาทต่อเดือน นโยบายนี้จึงถูกนำเสนอเพื่อที่จะสร้างให้ชาวนากลายเป็นผู้ค้าข้าวรายย่อยภายในประเทศ ที่สามารถสร้างแบรนด์ข้าวของตนเองได้โดยผ่านการร่วมมือเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐ
โดยการดำเนินการเป็นส่วนรวมจากภาครัฐเพื่อให้ข้าวเปลือกจากชาวนาแปรรูปกลายเป็นข้าวสารในมือผู้บริโภคด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด ซึ่งรวมถึงกระบวนการต่างๆ ที่ชาวนาและภาครัฐจะดำเนินการร่วมกันผ่านระบบแพลตฟอร์มในการสั่งจองใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร ทั้งที่เป็นเครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องมือ และรวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องในส่วนต่างๆ อาทิเช่น การจัดหารถเกี่ยวข้าวและคนขับ การจัดหารถขนข้าวเปลือกไปส่งในพื้นที่ตาก การจัดหาพื้นที่เก็บข้าวเปลือกก่อนสี การจัดหารถสีข้าวหรือเครื่องจักรในการสีข้าว การจัดหารถหรือเครื่องจักรเพื่อดำเนินด้านการบรรจุภัณฑ์ การจัดการขนส่งข้าวสารถุงที่พร้อมแล้วส่งถึงมือผู้บริโภคที่ได้ดำเนินการสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มการสั่งซื้อข้าวสารราคาถูกจากภาครัฐและชาวนาโดยตรง
โดยสรุปกลยุทธ์ในการดำเนินการตามนโยบายที่พรรคนำเสนอในครั้งนี้ คือการสร้างแบรนด์ข้าวสารที่เป็นผลิตผลทางการเกษตรของชาวนาแต่ละครัวเรือนหรือแต่ละกลุ่มการผลิต สามารถส่งตรงถึงผู้บริโภคทั่วประเทศโดยให้รัฐดำเนินการผ่านหน่วยงานรัฐที่ตั้งขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อที่จะทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการหรือแทนที่พ่อค้าคนกลางแต่จะดำเนินการในฐานะผู้สนับสนุน ส่งเสริม หรือแม้กระทั่งร่วมเป็นหุ้นส่วนกับชาวนาแต่ละครัวเรือนหรือแต่ละกลุ่มการผลิตโดยตรงโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินกลับเข้าสู่รัฐ แต่จะทำเพื่อให้ชาวนาสามารถได้รับผลประโยชน์ในการขายข้าวอย่างเต็มที่ ไม่ถูกเอาเปรียบจากธุรกิจต่างๆ อีกต่อไปทั้งจาก ธุรกิจโรงสี ธุรกิจแปรรูป ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจค้าขายข้าวสาร ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการค้าข้าวต่างๆ หรือแม้กระทั่งนายทุนผู้ให้เงินกู้กับชาวนา
งบประมาณในการดำเนินการ จะเป็นรูปแบบของเศรษฐกิจแบ่งปัน ร่วมลงทุนระหว่าง รัฐและขาวนา โดยรัฐจะจัดตั้งรัฐวิสาหกิจเพื่อการดำเนินการช่วยเหลือชาวนาในการค้าข้าวในประเทศ โดยจะนำร่องในการผลิตและขายข้าวสารแทนชาวนาที่ ๑ ล้านตันข้าวสาร ชาวนา ๑๐๐,๐๐๐ ครอบครัวจะได้ประโยชน์ครอบครัวละ ๒๒๕,๐๐๐ บาท (๑๕ ตันข้าวเปลือก * ๑๕,๐๐๐บาท) ดังนั้นรัฐจะได้ส่วนแบ่งอยู่ที่ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ต่อ ข้าวสาร ๑๐ ตัน ดังนั้น รัฐจะมีเงินเพื่อบริหารจัดการอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท (๑๐๐,๐๐๐ ครอบครัว * ๑๕๐,๐๐๐ บาท) ดังนั้นงบประมาณที่รัฐจะจัดตั้งรัฐวิสาหกิจเพื่อการนี้ที่ด้วยทุนประเดิมที่รัฐจัดสรรให้ดำเนินการอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท
พรรคมีนโยบายส่งเสริมให้พักหนี้เกษตรกรและนโยบายเพิ่มรายได้เกษตรกรสวนปาล์มโดยกฎหมายส่งเสริมดูแลปาล์ม กิโลละ ๖ บาทสำหรับ นโยบายส่งเสริมการพักหนี้เกษตรกรรายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ พักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา ๓ ปีต่อเนื่องเมื่อครบกำหนดโครงการเดิมที่จะหมดลงในปี ๒๕๖๙
นโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรสวนปาล์มสามารถขาย ปาล์มน้ำมันได้ ๖ บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศในพื้นที่บริเวณภาคใต้ของไทย โดยนโยบายของพรรคในเรื่องการยกระดับราคาปาล์มให้ไม่ต่ำกว่า ๖ บาทต่อกิโลกรัม ผ่าน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ที่จะออกมาเพื่อกำกับดูแลเรื่องปาล์มโดยเฉพาะ โดยพรรคได้นำเสนอ พ.ร.บ. ส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน พ.ศ. ..... ไปแล้วในฐานะที่พรรคได้มีโอกาสกำกับดูแลกระทรวงอุตสาหกรรมขณะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา เพื่อวางรากฐานการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันแบบครบวงจร โดยเน้นการสร้างเสถียรภาพด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรในระยะยาวและ การบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งในส่วนของเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค
โดยมีรายละเอียดสาระสำคัญ อาทิเช่นโครงสร้างการบริหารจัดการที่จะยึดรูปแบบเดียวกับ "พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย" เพื่อสร้างระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ในแผนการจัดตั้ง กรมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน หรือ สำนักงานส่งเสริมปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ดูแลและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันแบบครบวงจร เพื่อทำหน้าที่ในการประกันรายได้ที่เป็นธรรม
โดยกฎหมายพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเปิดทางให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งจากผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น (High Value Added) ไม่ใช่เพียงแค่การขายผลสดเท่านั้น และยังเปิดโอกาสให้เป็นผู้กำหนดมาตรฐานและหน้าที่สำหรับผู้เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ตั้งแต่โรงเรือนเพาะชำ ลานเท โรงงานสกัด ไปจนถึงผู้ผลิตไบโอดีเซลและโอลิโอเคมี และ สถานะปัจจุบัน (๒๕๖๙) ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวผ่านขั้นตอนการยกร่างและประชาพิจารณ์แล้ว และขณะนี้อยู่ในกระบวนการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ซึ่งพรรคตั้งเป้าหมายที่จะกลับเข้าไปผลักดันให้ พ.ร.บ.ส่งเสริมปาล์มน้ำมันฯ มีผลบังคับใช้เร็วที่สุดเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม โดยที่นโยบายพรรคตั้งเป้าไว้ในการกำหนดเป้าหมายราคาผลผลิตปาล์มให้ได้ไม่ต่ำกว่า ๖ บาทต่อกิโลกรัม