พรรคมีนโยบายในการจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษในการพิจารณาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเพื่อการแก้ปัญหากรรมสิทธิที่ดินที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐและประชาชน โดยนโยบายการจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษคดีที่ดินจะเป็นนโยบายเรือธงในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินที่เป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐและประชาชน โดยที่พรรคจะเสนอให้ดำเนินการจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษคดีที่ดินให้เป็นศาลเฉพาะกิจ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและความรวดเร็วการพิพากษาพิจารณาคดีและสั่งบังคับคดีในเรื่องคดีเกี่ยวกับที่ดิน ที่เป็นข้อพิพาทต่างๆ ที่เกิดระหว่างรัฐกับประชาชน โดยนโยบายนี้ต้องการที่จะสร้างความเป็นธรรมที่รวดเร็วให้เกิดขึ้นกับสังคมผ่านคำพิพากษาและมุ่งให้คุ้มครองกับประชาชนที่สุจริตแต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
โดยนโยบายของพรรคจะมีการจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษคดีที่ดินเพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานที่จะดำเนินการพิสูจน์สิทธิอย่างเที่ยงตรงและรวดเร็ว ทั้งในส่วนของประชาชนที่ถูกฟ้องขับไล่ที่ทำกินจากรัฐและการจัดการกับนายทุนต่างๆ โดยจะดำเนินการใช้คำพิพากษาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่สุจริต จัดการกับนายทุนที่เอาเปรียบสังคมทั้งในการบุกรุกที่ดินหลวงและที่ดินของประชาชนทั่วไป รวมทั้งการใช้คำพิพากษาที่เป็นธรรมในการกำจัดเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตประพฤติมิชอบ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้คำพิพากษาของศาลชำนัญพิเศษคดีที่ดินสามารถใช้คำพิพากษาในการแก้ปัญหาข้อพิพาทหรือการพิจารณาสิทธิที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร
แนวคิดที่จะจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษคดีที่ดิน จะเป็นกลไกในการแก้ปัญหาที่เป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐและประชาชน เพราะที่ผ่านมาถึงแม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะมี “คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ” ที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๒ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่เกิดขึ้นตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐและที่หมดสภาพความเป็นป่าไม้ให้ผู้ยากไร้มีที่ทำกิน โดยหวังที่จะสามารถทำหน้าที่ขยายโอกาสรวบรวมและจัดที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้ผู้ยากไร้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน ขจัดนายทุนและอภิสิทธิ์ชนจากที่ดินของรัฐ แต่ในความเป็นจริงนั้น คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็ว เนื่องจากจะต้องตีความและพิสูจน์สิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่อีกหลายฉบับที่ยังคงเป็นปัญหาในเรื่องการปฏิบัติในการบังคับใช้ในปัจจุบัน พ.ร.บ.ต่างๆ ที่ต้องใช้ในการพิจารณา เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ และที่แก้ไข พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๒ พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องเหล่านี้จะต้องคำนึงถึงการอยู่รวมกันระหว่างประชาชนกับ ป่าไม้ ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ และรวมถึงทิศทางในการพัฒนาที่ดินของประเทศ
ซึ่งเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ หลากหลายฉบับที่กล่าวมาข้างต้น ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมอย่างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เกิดขึ้นจากปัญหาการทับซ้อน ระหว่างการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของภาครัฐดังนั้น การจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษคดีที่ดิน จึงเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมที่จะสามารถแก้ไขปัญหาที่ดินเพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมอย่างรวดเร็วระหว่างประชาชนและภาครัฐ
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในส่วนปัญหาข้อขัดแย้งการถือครองที่ดินระหว่างภาครัฐและประชาชน และข้อพิพาทในเรื่องที่อยู่อาศัยของประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งปัญหาการถูกฟ้องร้องไล่ออกจากที่ดินของตัวเอง และปัญหาที่เกิดจากการหาประโยชน์จากนายทุนและข้าราชการที่ไม่สุจริต ซึ่งในปัจจุบันถึงจะมีเพียงศาลอาญาและศาลแพ่งทั่วไปก็สามารถดำเนินการได้ แต่ปัญหาคือระยะเวลาในการดำเนินการที่เมื่อนำเข้าไปรวมพร้อมคดีอื่นเพื่อรอลำดับเพื่อการพิจารณา จึงทำให้ระยะเวลากว่าที่จะได้เริ่มในการพิจารณาคดีต้องใช้เวลานานมาก และกรอบวิธีการพิจารณาคดีจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงให้ทันต่อเหตุการณ์ดังนั้นจึงใช้วิธีการพิจารณาโดยการไต่สวนของศาลเพิ่มเข้าไป
โดยพรรคจะเริ่มดำเนินการร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลที่ดินและวิธีพิจารณาคดีที่ดิน เพิ่มขึ้นอีก ๑ ประเภท โดยจะจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษคดีที่ดินมีเป้าหมายในการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างรวดเร็ว และเมื่อมีคำพิพากษาแล้วก็จะนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อคืนความชอบธรรมให้กับสุจริตชนหรือภาครัฐอย่างทันเวลา โดยแนวทางที่จะดำเนินการนั้น ชาวบ้านหรือรัฐสามารถร้องเรียนโดยตรงต่อศาลชำนัญพิเศษคดีที่ดิน ซึ่งจะเป็นการใช้ระบบไต่สวนโดยจะใช้คณะผู้พิพากษาที่มีองค์ประกอบเป็น ผู้พิพากษา ๑ ท่าน และผู้พิพากษาสมทบที่เชี่ยวชาญ ๒ ท่านที่มาจากตัวแทนภาครัฐและจากตัวแทนประชาชนจะเป็นผู้นั่งบัลลังก์ให้ความเป็นยุติธรรมกับประชาชนหรือรัฐ และที่สำคัญเมื่อมีการดำเนินการผ่านศาลที่ดินโดยเฉพาะจะเป็นการเร่งเวลาให้ความยุติธรรมคืนกลับมาโดยเร็วไม่ต้องรอการดำเนินการผ่านศาลปกติที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งอาจกินเวลานานหลายปีถึงหลายสิบปี
ซึ่งพรรคคาดหวังว่าเมื่อมีการจัดตั้งศาลที่ดินแล้วเสร็จ รัฐจะสามารถขจัดข้อพิพาทระหว่างรัฐและประชาชนได้อย่างเป็นธรรม และรวมถึงประเทศได้มีการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินของประเทศอย่างเป็นธรรม และจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากกับทั้งภาครัฐและประชาชน สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินการจัดตั้งศาลคดีเล็กน้อยนั้น จะไม่มีการใช้งบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าจะมีการใช้งบประมาณในการดำเนินการก็จะใช้จากงบประมาณประจำปีปกติ