พรรคมีนโยบายในเรื่องการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารหาญ ทหารพราน และ ตชด. ที่เป็นกำลังพลที่เสียสละในการออกรบที่หน้าแนวปะทะด้วยการจ่ายเงินพิเศษ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อคนสำหรับกำลังพลหน้าแนวปะทะจำนวน ๒๐,๐๐๐ คน และ กำลังพลส่วนที่สนับสนุนในพื้นที่การรบ ๕๐,๐๐๐ บาทต่อคน จำนวน ๕,๐๐๐ คน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๔,๒๕๐ ล้านบาท คำนวณมาจาก ๒ กลุ่มคือ (กลุ่มที่แนวปะทะ ๒๐๐,๐๐๐ บาท * ๒๐,๐๐๐ คน) และ กลุ่มที่สนับสนุน (๕๐,๐๐๐ บาท * ๕,๐๐๐ คน) รวมเป็น ๔,๒๕๐ ล้านบาท
โดยจะให้สิทธิในการเบิกจ่ายให้กับนายสิบและพลทหารที่มีคำสั่งเดินทางเข้าสู่หน้าแนวปะทะและพื้นที่การรบในสมรภูมิสงคราม เพื่อป้องกันการรุกรานจากสถานการณ์ที่ประเทศต้องเผชิญกับการรุกรานจากกองกำลังต่างประเทศทำให้ประเทศไทยต้องเข้าสู่ภาวะสงคราม ดังนั้นทหารหาญชั้นผู้น้อยที่เสียสละเข้ามารับราชการเป็นพลทหารและนายสิบในสังกัดกองทัพไทย จึงมีภารกิจที่สำคัญในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ นอกจากความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ขวัญและกำลังใจของกำลังพลนั้นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการรบที่ทำให้ประเทศไทยเรามีเอกราชมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นด้วยงบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อคน ที่ต้องใช้เพื่อขวัญและกำลังใจของทหารที่อยู่ในหน้าแนวปะทะกับข้าศึกจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ในการคำนวณเงินงบประมาณ พรรคได้คำนวณงบประมาณโดยประมาณการจากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นจากการรบ ไทย-กัมพูชา ในปัจจุบันโดยกองทัพได้ส่ง ๓ กองกำลังเข้าพื้นที่การรบได้แก่ กองกำลังสุระนารี กองกำลังบูรพา กองกำลังจันทบุรีและตราด ซึ่งรวมมีกำลังพลที่อยู่หน้าแนวปะทะในพื้นที่การรบประมาณ ๒๐,๐๐๐ นาย โดยจะแบ่งเป็นกำลังพลของกองทัพ ๑๕,๐๐๐ นาย กำลังพลทหารพรานและตำรวจตระเวนชายแดน ๕,๐๐๐ นาย และมีกำลังพลที่มีภารกิจสนับสนุนในพื้นที่การรบประมาณ ๕,๐๐๐ นาย พรรคจึงมีนโยบายที่จะให้เงินจ้างพิเศษสำหรับกำลังพลที่อยู่หน้าแนวปะทะอยู่ที่ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อคน และมีนโยบายที่จะให้เงินจ้างพิเศษสำหรับกำลังพลที่อยู่ในพื้นที่การรบแต่ไม่ได้อยู่หน้าแนวปะทะอยู่ที่ ๕๐,๐๐๐ บาทต่อคน โดยจะมอบให้เฉพาะกำลังพลในส่วนของพลทหารและนายสิบ สิทธินี้ให้รวมถึงทหารพรานและตำรวจตระเวนชายแดน รวมแล้วเป็นงบประมาณที่ต้องใช้ประมาณ ๔,๒๕๐ ล้านบาทต่อสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้น โดยที่หน้าแนวปะทะ (๒๐๐,๐๐๐ บาท * ๒๐,๐๐๐ นาย) + ส่วนสนับสนุนในพื้นที่การรบ (๕๐,๐๐๐ บาท * ๕,๐๐๐ นาย)
พรรคมีนโยบายในการธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของทหารหาญที่เสียสละเข้ามารับราชการเป็นพลทหาร ในสังกัดกองทัพไทย โดยจะใช้งบประมาณในนโยบายนี้ ๒,๔๐๐ ล้านบาทต่อปี (๘๐,๐๐๐ คน * ๓๐,๐๐๐ บาท) ในการจ่ายเงินสนับสนุนพิเศษสำหรับผู้สมัครใจเข้าเกณฑ์ทหาร การที่ประเทศจะสามารถรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาตินั้น กองทหารของไทยที่มีแต่อดีตนั้นเป็นปัจจัยหลักในการรบที่ทำให้ประเทศไทยเรามีเอกราชมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะชาติไทยมีกองกำลังที่แข็งแกร่งและศักยภาพในการรบสูงเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเดียวกัน อันเนื่องมาจากสาเหตุที่กำลังพลทหารที่กองทัพไทยได้เกณฑ์เข้ามารับราชการเป็นพลทหารมีจำนวนที่มากเพียงพอและมีการฝึกอบรมให้พร้อมรบในที่ตั้งอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการเกณฑ์ทหารจึงมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของชาติเป็นอย่างยิ่ง แต่ในปัจจุบันพรรคการเมืองบางพรรคเริ่มมีคำถามที่ว่า จะมีทหารไว้ทำไม? และยิ่งไปกว่านั้นพรรคการเมืองบางพรรคยังคงมีความคิดที่จะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เพราะพวกเขาเหล่านั้น ไม่เห็นความจำเป็นของการดำรงอยู่ของสรรพกำลังที่กองทัพไทยพึงมี ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีคำสอนที่คงอยู่มาอย่างยาวนานจากบรรพบุรุษในเรื่องนี้ว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ”
ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอนโยบายเงินสนับสนุนพิเศษสำหรับผู้ที่สมัครใจเข้ารับราชการโดยไม่ต้องผ่านการเกณฑ์ทหารในจำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้เป็นแรงจูงใจสำหรับชายไทยที่ต้องการสมัครเข้ารับราชการโดยการเกณฑ์ทหารในระยะเวลา ๒ ปี โดยทางกองทัพจะทำการประชาสัมพันธ์ให้ชายไทยที่อยู่ในวัยถึงเกณฑ์ที่จะต้องรับใช้ชาติโดยการเป็นทหารจะทราบถึงสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้บุคคลที่ถึงเกณฑ์ที่จะจับสลากสามารถยื่นสมัครเข้ารับราชการทหารได้โดยตรง ซึ่งในปัจจุบันมียอดผู้สมัครใจอยู่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ คน ในขณะที่ยอดความต้องการที่จะใช้ทหารในแต่ละปีจะอยู่ที่ประมาณ ๘๐,๐๐๐ คน
โดยคาดหวังว่าเมื่อทางกองทัพได้ประชาสัมพันธ์ ในเรื่องเงินสนับสนุนพิเศษตามนโยบายของพรรคที่จะมอบให้กับผู้ที่สมัครใจเข้าเป็นทหารในจำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้บุคคลเข้ามาสมัครเพื่อเป็นทหารจนครบจำนวน เพราะคาดว่านโยบายการเพิ่มสิทธิประโยชน์นี้ จะเกิดการแข็งขันกันของบุคคลต่างๆ ที่สนใจจะสมัครเข้ามาเข้ารับราชการทหาร และเมื่อเกิดการแข่งขันเพื่อที่จะได้รับคัดเลือกเป็นทหารแล้ว กองทัพก็จะสามารถคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติต่างๆ ตามที่กองทัพมีความต้องการ นโยบายเงินพิเศษสำหรับสนับสนุนผู้ที่สมัครใจนี้จะทำการจ่ายตรงเข้าบัญชีของพลทหารแต่ละนายโดยตรงจากกระทรวงการคลัง จะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับลูกผู้ชายไทยที่เสียสละตนให้กับประเทศชาติในการสมัครใจเข้ามารับราชการทหาร
ทั้งนี้ในเบื้องต้นจะเป็นการผสมผสานในการเริ่มใช้ระบบการคัดเลือกพลทหารผ่านการรับสมัคร ควบคู่ไปกับการเกณฑ์ทหารผ่านการจับสลากใบดำใบแดงเหมือนเดิมตามปกติ โดยที่ในกรณีจำนวนของการสมัครเข้ารับราชการทหารด้วยวิธีสมัครใจแล้วยังไม่ครบจำนวน ก็จะเพิ่มเติมจำนวนทหารที่ต้องใช้ประจำการให้เต็มจำนวนจากวิธีการเกณฑ์ทหารตามปกติผ่านการจับสลากใบดำใบแดง ซึ่งนอกเหนือจากนโยบายเงินพิเศษสนับสนุนผู้สมัครใจเข้าเป็นพลทหารแล้ว พรรคยังมีนโยบายในการปรับเพิ่มเงินเดือนและค่าการครองชีพชั่วคราวให้กับกำลังพลซึ่งปรากฏรายละเอียดอยู่ในหัวข้อถัดไป
งบประมาณนโยบายเงินสนับสนุนพิเศษสำหรับผู้ที่สมัครใจเข้าเป็นทหารโดยไม่ต้องเกณฑ์ ในจำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทต่อคน จะใช้เงินงบประมาณ ๒,๔๐๐ ล้านบาทต่อปี (๘๐,๐๐๐ คน * ๓๐,๐๐๐ บาท)