“เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” เจ้าหญิงนักกฎหมาย ผู้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่วงการยุติธรรมไทย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทย ทรงศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสอง และสำเร็จการศึกษาวุฒิปริญญารัฐศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
.
ในปีเดียวกันนั้น พระองค์เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล มลรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy League อันมีชื่อเสียงของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทรงใช้เวลาศึกษาในระดับปริญญาโท สาขานิติศาสตร์ (LL.M.) ด้วยระยะเวลาเพียง ๑ ปี จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต หรือปริญญาเอก ด้านนิติศาสตร์ (J.S.D) เป็นเวลา ๓ ปี
.
ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ทำให้ในระหว่างที่ทรงศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยังทรงศึกษากฎหมายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตที่ประเทศไทยควบคู่กันไปด้วย ทำให้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล และทรงเป็นเนติบัณฑิตไทย

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเริ่มรับราชการในสายงานอัยการ ด้วยตำแหน่งอัยการผู้ช่วยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ, อัยการประจำกอง สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา ๓, อัยการประจำกอง สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดียาเสพติด ๑ และอัยการจังหวัดผู้ช่วย จังหวัดอุดรธานี
.
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๒ ทรงรับราชการในตำแหน่งรองอัยการจังหวัดอุดรธานี สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี และพ.ศ. ๒๕๕๓ รองอัยการจังหวัดพัทยา สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๕๔ รองอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู สำนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
.
จากนั้นในช่วง พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ได้ทรงรับราชการในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ในตำแหน่งเอกอัครราชทูต ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย และทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย แล้วจึงทรงย้ายโอนกลับไปทรงรับราชการ ณ สำนักงานอัยการสูงสุดในตำแหน่งอัยการ จ.หนองบัวลำภู แล้วจึงได้รับแต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด (ข้าราชการอัยการชั้น 4) ทรงปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานคดียาเสพติด
.
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๖๐ ทรงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดระยอง ก่อนทรงกลับมารับตำแหน่งอัยการจังหวัด สู่อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค ๒ สำนักงานอัยการสูงสุด

สำหรับพระราชกรณียกิจด้านการกฎหมาย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ พระองค์ทรงริเริ่มโครงการจัดการทำข้อเสนอเพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (Enhancing Lives of Female Inmates หรือ ELFI) สำหรับเป็นแนวทางในระดับสากล เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปใช้ปรับปรุงมาตรฐานการดูแลผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิง
.
จนกระทั่งสหประชาชาติเห็นชอบให้มีกระบวนการปรึกษาหารือและเจรจายกร่างข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าว และนำไปสู่การรับรองเป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพฯ (The Bangkok Rules) โดยสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ ๖๕ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
.
จากพระปรีชาสามารถดังกล่าว ทำให้เมื่อรัฐบาลได้จัดตั้งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพฯ ก็ได้ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษาพิเศษ ตามคำกราบทูลเชิญของสถาบันเพื่อการยุติธรรมไทยอีกด้วย
.
เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงจัดตั้ง “ทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย” เพื่อทรงพระราชทานทุนการศึกษาสำหรับผู้ต้องการศึกษาต่อปริญญามหาบัณฑิต (ปริญญาโท) ด้านกฎหมาย ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปิดรับสมัครเพื่อคัดเลือกจากผู้ที่จบปริญญาบัณฑิตด้านกฎหมาย เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาได้นำความรู้ด้านกฎหมายมาแก้ไขปัญหาของประเทศ
.
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงก่อตั้ง “มูลนิธิ ณภาฯ ในพระราชดำริ” เพื่อสนับสนุนอดีตผู้ต้องขังให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมก่อตั้งสโมสรกีฬา BBG เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่เคยทำผิดพลาดใช้กีฬาช่วยในการพิสูจน์ศักยภาพให้เป็นที่ยอมรับในสังคม

ขอบคุณที่มาจาก : หน่วยราชการพระองค์ - royaloffice


