รทสช. พลิกโฉม กทม. เขต 1 "พลัฏฐ์" สับ! นโยบายแจกเงินทำเศรษฐกิจรั่วไหล
อัพเดทล่าสุด: 31 ม.ค. 2026
103 ผู้เข้าชม

รทสช. พลิกโฉม กทม. เขต 1 "พลัฏฐ์" สับ! นโยบายแจกเงินทำเศรษฐกิจรั่วไหล ชูโมเดล "พอประมาณ" ทลายทุนผูกขาดธนาคาร-พลังงาน แก้ปัญหาวุฒิ ป.ตรี ตกงาน-เงินเดือนต่ำ
.
วันที่ 30 มกราคม 2569 นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 1 (พระนคร, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, บางรัก) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ "BKK1 Speak Up ส่งเสียงเปลี่ยนเขต 1"
.
นายพลัฏฐ์ ระบุว่า ปัญหาของกรุงเทพฯ เขต 1 และปัญหาของประเทศไทยมีส่วนที่เหมือนกัน คือเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และการศึกษา ซึ่งหากต้องการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวย หัวใจสำคัญคือการศึกษา ยกตัวอย่างประเทศที่มีคะแนนสอบ PISA (Programme for International Student Assessment) อยู่ในระดับสูง เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน จีน รวมถึงเวียดนามและโปแลนด์ ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะก้าวสู่การเป็นประเทศที่ร่ำรวย
.
นายพลัฏฐ์ ยังระบุอีกว่า ปัจจุบันเด็กจำนวนมากเรียนจบแล้วหางานยาก บริษัทเปิดใหม่มีจำนวนน้อย ทำให้ทางเลือกในการทำงานลดลง ส่งผลให้เงินเดือนของผู้จบปริญญาตรีอยู่ที่ประมาณ 15,000–25,000 บาท โดยเสนอแนวคิดการทลายทุนผูกขาด ยกตัวอย่างภาคธนาคาร หากมีการเปิดธนาคารใหม่เพิ่มจะเกิดการจ้างงานเด็กจบใหม่ทันทีจำนวนหลายหมื่นตำแหน่ง และทำให้ค่าจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับเรื่องพลังงาน ที่พรรครวมไทยสร้างชาติเข้าไปแก้ไขปัญหาโครงสร้างที่ถูกทุนขนาดใหญ่ครอบงำ
.
นายพลัฏฐ์ ยังกล่าวถึงทุนสีเทาจากต่างชาติ โดยระบุว่า ในช่วงที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการตรวจสอบบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีคนไทยเป็นนอมินีกว่า 1,400 ราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของ DSI และมีหลายบริษัทถูกปิด ทำให้อุตสาหกรรมที่เป็นของคนไทยอย่างแท้จริงกลับมาคึกคักอีกครั้ง
.
สำหรับการพัฒนาเมือง นายพลัฏฐ์ระบุว่า กรุงเทพฯ กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางเท้า ทางข้ามถนน สายไฟ รวมถึงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยระบุว่าเขต 1 มีมากกว่า 70 ชุมชน รัฐบาลต้องจัดให้มีอินเทอร์เน็ตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
.
ด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ นายพลัฏฐ์กล่าวถึงย่านเยาวราช สัมพันธวงศ์ และพระนคร โดยระบุว่า มีชาวต่างชาติเข้ามาเปิดกิจการจำนวนมาก โดยเห็นว่าควรให้ความรู้ในการทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เมืองมีความหลากหลาย การค้าขายคึกคัก และน่าอยู่อาศัย
.
สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพลัฏฐ์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน การแก้ไขทั้งฉบับเปรียบเสมือน "การรื้อเสาเข็มบ้าน" ซึ่งมีความเสี่ยงและใช้งบประมาณสูงถึงประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่การแก้ไขเฉพาะจุดหรือแก้กฎหมายลำดับรองจะปลอดภัยกว่า ใช้เวลาน้อย และประหยัดงบประมาณ
.
นายพลัฏฐ์ ยังกล่าวถึงการบริหารเมืองและความปลอดภัย โดยระบุว่า ความเจริญไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งการเมืองและการบริหารที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
.
ด้านนโยบายสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต นายพลัฏฐ์ เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนระบบเดิมที่เป็นแบบขั้นบันได มาเป็นระบบถ้วนหน้า โดยผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับเงินสนับสนุนเท่ากันที่ 1,500 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงนโยบาย "หวยเกษียณ" ของบางพรรคการเมือง โดยมองว่าเป็นประเด็นที่เปราะบางและอาจเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนจดจ่อกับการเล่นหวยมากเกินไป ซึ่งควรจะมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมให้ประชาชนตั้งใจทำมาหากินและสนับสนุนการออมเงินในรูปแบบอื่นที่ยั่งยืนกว่า
.
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะเรื่องของ MOU 43 และ 44 นายพลัฏฐ์ ระบุว่า ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นจากประชาชน แต่คือ "สงครามระหว่างนักการเมืองกับนายทุน" ที่พยายามเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง พรรครวมไทยสร้างชาติมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ และเสนอให้มีการยกเลิก MOU 43 และ 44 เพื่อนำมาทบทวนใหม่ให้เกิดความชัดเจนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ
.
นายพลัฏฐ์ กล่าวถึงนโยบายประชานิยมของบางพรรคการเมือง โดยระบุว่า การอุดหนุนไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่ต้องอาศัยการบริหารที่ "ฉลาดและเก่ง" ด้วยการใช้เม็ดเงินงบประมาณจำนวนหนึ่งเข้าไปกระตุ้นเพื่อให้เกิดการอุปโภคบริโภคที่ขยายตัวจนสามารถดึงดูดเงินก้อนใหญ่กลับสู่ระบบ หากไม่มีการเติมเงินเข้ามาระบบเศรษฐกิจจะหดตัวลงเรื่อยๆ โดยย้ำว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ตัวนโยบาย แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่าง นโยบายเงินดิจิทัล พบว่าปัญหาคือ "การรั่วไหลทางเศรษฐกิจ" เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับเงินมักนำเงินไปใช้หนี้ แทนที่จะนำไปจับจ่ายเพื่อกระตุ้นกระบวนการผลิตและการจ้างงาน ทำให้รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีกลับคืนมาเพื่อหมุนเวียนงบประมาณใหม่ได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้เสนอแนวทางเศรษฐกิจแบบ "พอประมาณ" เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อคนรุ่นหลังต่อไป
.
ผลิตโดย พรรครวมไทยสร้างชาติ
35/3 ซอยอารีย์ 5 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
จำนวน 1 ชุด ตามวันและเวลา ที่ปรากฏ
.
วันที่ 30 มกราคม 2569 นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 1 (พระนคร, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์, บางรัก) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ "BKK1 Speak Up ส่งเสียงเปลี่ยนเขต 1"
.
นายพลัฏฐ์ ระบุว่า ปัญหาของกรุงเทพฯ เขต 1 และปัญหาของประเทศไทยมีส่วนที่เหมือนกัน คือเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และการศึกษา ซึ่งหากต้องการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวย หัวใจสำคัญคือการศึกษา ยกตัวอย่างประเทศที่มีคะแนนสอบ PISA (Programme for International Student Assessment) อยู่ในระดับสูง เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน จีน รวมถึงเวียดนามและโปแลนด์ ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะก้าวสู่การเป็นประเทศที่ร่ำรวย
.
นายพลัฏฐ์ ยังระบุอีกว่า ปัจจุบันเด็กจำนวนมากเรียนจบแล้วหางานยาก บริษัทเปิดใหม่มีจำนวนน้อย ทำให้ทางเลือกในการทำงานลดลง ส่งผลให้เงินเดือนของผู้จบปริญญาตรีอยู่ที่ประมาณ 15,000–25,000 บาท โดยเสนอแนวคิดการทลายทุนผูกขาด ยกตัวอย่างภาคธนาคาร หากมีการเปิดธนาคารใหม่เพิ่มจะเกิดการจ้างงานเด็กจบใหม่ทันทีจำนวนหลายหมื่นตำแหน่ง และทำให้ค่าจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับเรื่องพลังงาน ที่พรรครวมไทยสร้างชาติเข้าไปแก้ไขปัญหาโครงสร้างที่ถูกทุนขนาดใหญ่ครอบงำ
.
นายพลัฏฐ์ ยังกล่าวถึงทุนสีเทาจากต่างชาติ โดยระบุว่า ในช่วงที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการตรวจสอบบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีคนไทยเป็นนอมินีกว่า 1,400 ราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของ DSI และมีหลายบริษัทถูกปิด ทำให้อุตสาหกรรมที่เป็นของคนไทยอย่างแท้จริงกลับมาคึกคักอีกครั้ง
.
สำหรับการพัฒนาเมือง นายพลัฏฐ์ระบุว่า กรุงเทพฯ กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางเท้า ทางข้ามถนน สายไฟ รวมถึงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยระบุว่าเขต 1 มีมากกว่า 70 ชุมชน รัฐบาลต้องจัดให้มีอินเทอร์เน็ตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
.
ด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ นายพลัฏฐ์กล่าวถึงย่านเยาวราช สัมพันธวงศ์ และพระนคร โดยระบุว่า มีชาวต่างชาติเข้ามาเปิดกิจการจำนวนมาก โดยเห็นว่าควรให้ความรู้ในการทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เมืองมีความหลากหลาย การค้าขายคึกคัก และน่าอยู่อาศัย
.
สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพลัฏฐ์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน การแก้ไขทั้งฉบับเปรียบเสมือน "การรื้อเสาเข็มบ้าน" ซึ่งมีความเสี่ยงและใช้งบประมาณสูงถึงประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่การแก้ไขเฉพาะจุดหรือแก้กฎหมายลำดับรองจะปลอดภัยกว่า ใช้เวลาน้อย และประหยัดงบประมาณ
.
นายพลัฏฐ์ ยังกล่าวถึงการบริหารเมืองและความปลอดภัย โดยระบุว่า ความเจริญไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งการเมืองและการบริหารที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
.
ด้านนโยบายสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต นายพลัฏฐ์ เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนระบบเดิมที่เป็นแบบขั้นบันได มาเป็นระบบถ้วนหน้า โดยผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับเงินสนับสนุนเท่ากันที่ 1,500 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงนโยบาย "หวยเกษียณ" ของบางพรรคการเมือง โดยมองว่าเป็นประเด็นที่เปราะบางและอาจเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนจดจ่อกับการเล่นหวยมากเกินไป ซึ่งควรจะมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมให้ประชาชนตั้งใจทำมาหากินและสนับสนุนการออมเงินในรูปแบบอื่นที่ยั่งยืนกว่า
.
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะเรื่องของ MOU 43 และ 44 นายพลัฏฐ์ ระบุว่า ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นจากประชาชน แต่คือ "สงครามระหว่างนักการเมืองกับนายทุน" ที่พยายามเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง พรรครวมไทยสร้างชาติมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ และเสนอให้มีการยกเลิก MOU 43 และ 44 เพื่อนำมาทบทวนใหม่ให้เกิดความชัดเจนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ
.
นายพลัฏฐ์ กล่าวถึงนโยบายประชานิยมของบางพรรคการเมือง โดยระบุว่า การอุดหนุนไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่ต้องอาศัยการบริหารที่ "ฉลาดและเก่ง" ด้วยการใช้เม็ดเงินงบประมาณจำนวนหนึ่งเข้าไปกระตุ้นเพื่อให้เกิดการอุปโภคบริโภคที่ขยายตัวจนสามารถดึงดูดเงินก้อนใหญ่กลับสู่ระบบ หากไม่มีการเติมเงินเข้ามาระบบเศรษฐกิจจะหดตัวลงเรื่อยๆ โดยย้ำว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ตัวนโยบาย แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่าง นโยบายเงินดิจิทัล พบว่าปัญหาคือ "การรั่วไหลทางเศรษฐกิจ" เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับเงินมักนำเงินไปใช้หนี้ แทนที่จะนำไปจับจ่ายเพื่อกระตุ้นกระบวนการผลิตและการจ้างงาน ทำให้รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีกลับคืนมาเพื่อหมุนเวียนงบประมาณใหม่ได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้เสนอแนวทางเศรษฐกิจแบบ "พอประมาณ" เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อคนรุ่นหลังต่อไป
.
ผลิตโดย พรรครวมไทยสร้างชาติ
35/3 ซอยอารีย์ 5 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
จำนวน 1 ชุด ตามวันและเวลา ที่ปรากฏ


