"พีระพันธุ์" เปิดแผลค่าไฟถนนปีละ 2 หมื่นล้าน ซุกในบิลทุกบ้าน เสนอดึงกำไร “ 3 การไฟฟ้า” รับภาระแทนประชาชน จี้ ครม. มีมติแก้ปัญหาทันที
อัพเดทล่าสุด: 25 มิ.ย. 2026
15 ผู้เข้าชม

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดประเด็นผ่านรายการ "สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง" ถึงปัญหาค่าไฟส่องสว่างบนถนนที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เพราะกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับรวมกันปีละ 10,000–20,000 ล้านบาท โดยไม่รู้ตัว
"มหาดไทย" คุม 2 การไฟฟ้า "พลังงาน" เอื้อมไม่ถึง
นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ตนพอทราบข้อมูลเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ไม่อาจลงไปตรวจสอบรายละเอียดได้ เพราะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ไม่ได้อยู่ในกำกับของกระทรวงพลังงาน จึงไม่สามารถเข้าไปจัดการโดยตรง สิ่งที่ทำได้ในฐานะรัฐมนตรีพลังงานขณะนั้น คือการบริหารภาพรวมให้ค่าไฟลดลง เพราะต้นทุนของการไฟฟ้าทั้งสองแห่งถูกนำมารวมเป็นค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายในที่สุด
แยก "ฝ่ายผลิต–ฝ่ายจำหน่าย" ต้นตอ "กำไรคนละทอด"
นายพีระพันธุ์ อธิบายว่า ค่าไฟของประชาชนมี 2 ส่วนหลัก คือ ค่าไฟฐาน และค่า Ft โดยค่าไฟฐานผูกกับต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้ผลิต แต่ กฟผ. ขายไฟตรงให้ประชาชนไม่ได้ ต้องส่งต่อให้ กฟภ. และ กฟน. นำไปจำหน่ายให้ประชาชน โรงงาน ภาคธุรกิจ รวมถึงไฟสาธารณะอีกทอดหนึ่ง โครงสร้างเช่นนี้ทำให้เกิดกำไรซ้อนกันเป็นทอด ๆ ประชาชนจึงต้องรับภาระ "กำไร 2 ต่อ" พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่รวมทั้ง 3 หน่วยงานให้เป็นองค์กรเดียว ด้วยการแก้กฎหมายทั้งสามฉบับให้เหลือเพียงฉบับเดียว

"ไฟถนนไม่มีมิเตอร์" ต้นทุนเลยถูกแฝงในบิลทุกบ้าน
นายพีระพันธุ์ ชี้ว่า หัวใจของปัญหาคือไฟสาธารณะไม่มีมิเตอร์ให้เรียกเก็บจากผู้ใช้โดยตรง เมื่อการไฟฟ้าต้องออกค่าไฟส่วนนี้ไปก่อน ก็นำต้นทุนดังกล่าวไปรวมไว้ในค่าไฟฐานของประชาชน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีต้นทุนอื่นแฝงอยู่อีก ทั้งค่าสายส่ง ค่าจ้างเอกชนอ่านมิเตอร์และจัดเก็บเงิน ซึ่งทั้งหมดถูกรวมเป็นต้นทุนของการไฟฟ้า ก่อนสะท้อนกลับมาเป็นภาระบนบิลค่าไฟของประชาชน
"กรมทางหลวงสร้างเสาไฟ แต่การไฟฟ้าจ่ายบิล"
นายพีระพันธุ์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ปัจจุบันเสาไฟ โคมไฟ และหลอดไฟบนถนนหลวงเป็นทรัพย์สินของกรมทางหลวง แต่เมื่อเปิดใช้งานจริง ผู้จ่ายค่าไฟกลับเป็นการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพราะกรมทางหลวงได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าไฟ การไฟฟ้าจึงต้องหาทางแบกต้นทุนก้อนนี้ และสุดท้ายมันก็ไปแฝงอยู่ในค่าไฟของประชาชน

ชี้ "ไม่ผิดกฎหมาย" เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดหน้าที่ไว้
นายพีระพันธุ์ ระบุว่า เรื่องนี้ฟ้องร้องไม่ได้ เพราะไม่ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ต้นเหตุสำคัญคือไม่มีกฎหมายกำหนดชัดเจนว่าการให้บริการไฟสาธารณะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด "หากมีกฎหมายกำหนดไว้แล้วยังนำต้นทุนไปแฝงในค่าไฟ จึงจะถือว่าผิด"
เสนอใช้ "กำไร 3 การไฟฟ้า–กองทุนไฟฟ้า" อุ้มประชาชนแทนผลักภาระ
นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า ตนเคยเสนอแนวคิดให้นำกำไรของ กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ซึ่งรวมกันเฉลี่ยปีละราว 50,000 ล้านบาท มาชดเชยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เพราะมองว่ารัฐวิสาหกิจถูกตั้งขึ้นเพื่อให้บริการประชาชน ไม่ใช่เพื่อแสวงหากำไร นอกจากนี้ ยังเสนอให้ดึงเงินจากกองทุนไฟฟ้า ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มาช่วยลดภาระค่าไฟสาธารณะ เนื่องจากกองทุนนี้ได้รับเงินสมทบจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมากลับไม่เคยถูกนำมาใช้ในลักษณะนี้
ย้ำ "รัฐบาล" ทำได้ทันที หากมีเจตจำนงจริง
นายพีระพันธุ์ มองว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทำได้ทันที หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมือง เพราะเวลานี้นายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานหลักล้วนอยู่ฝ่ายเดียวกัน จึงเสนอเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อออกมติห้ามนำค่าไฟสาธารณะไปรวมในค่าไฟประชาชน และกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของระบบรับผิดชอบเองได้ทันที
ชี้ทางออกระยะยาว "ต้องแก้กฎหมาย"
นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า แม้นโยบายของรัฐบาลจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่หากต้องการความยั่งยืน จำเป็นต้องตรากฎหมายใหม่ เพื่อวางหลักเกณฑ์การบริหารจัดการค่าไฟสาธารณะให้ชัดเจน ไม่ให้เปลี่ยนไปมาตามรัฐบาลหรือรัฐมนตรีแต่ละยุค พร้อมเน้นว่าปัญหาไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพลังงานเพียงหน่วยงานเดียว แต่พัวพันหลายกระทรวง จึงต้องปฏิรูปโครงสร้างทั้งระบบ

"มหาดไทย" คุม 2 การไฟฟ้า "พลังงาน" เอื้อมไม่ถึง
นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ตนพอทราบข้อมูลเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ไม่อาจลงไปตรวจสอบรายละเอียดได้ เพราะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ไม่ได้อยู่ในกำกับของกระทรวงพลังงาน จึงไม่สามารถเข้าไปจัดการโดยตรง สิ่งที่ทำได้ในฐานะรัฐมนตรีพลังงานขณะนั้น คือการบริหารภาพรวมให้ค่าไฟลดลง เพราะต้นทุนของการไฟฟ้าทั้งสองแห่งถูกนำมารวมเป็นค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายในที่สุด
แยก "ฝ่ายผลิต–ฝ่ายจำหน่าย" ต้นตอ "กำไรคนละทอด"
นายพีระพันธุ์ อธิบายว่า ค่าไฟของประชาชนมี 2 ส่วนหลัก คือ ค่าไฟฐาน และค่า Ft โดยค่าไฟฐานผูกกับต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้ผลิต แต่ กฟผ. ขายไฟตรงให้ประชาชนไม่ได้ ต้องส่งต่อให้ กฟภ. และ กฟน. นำไปจำหน่ายให้ประชาชน โรงงาน ภาคธุรกิจ รวมถึงไฟสาธารณะอีกทอดหนึ่ง โครงสร้างเช่นนี้ทำให้เกิดกำไรซ้อนกันเป็นทอด ๆ ประชาชนจึงต้องรับภาระ "กำไร 2 ต่อ" พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่รวมทั้ง 3 หน่วยงานให้เป็นองค์กรเดียว ด้วยการแก้กฎหมายทั้งสามฉบับให้เหลือเพียงฉบับเดียว

"ไฟถนนไม่มีมิเตอร์" ต้นทุนเลยถูกแฝงในบิลทุกบ้าน
นายพีระพันธุ์ ชี้ว่า หัวใจของปัญหาคือไฟสาธารณะไม่มีมิเตอร์ให้เรียกเก็บจากผู้ใช้โดยตรง เมื่อการไฟฟ้าต้องออกค่าไฟส่วนนี้ไปก่อน ก็นำต้นทุนดังกล่าวไปรวมไว้ในค่าไฟฐานของประชาชน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีต้นทุนอื่นแฝงอยู่อีก ทั้งค่าสายส่ง ค่าจ้างเอกชนอ่านมิเตอร์และจัดเก็บเงิน ซึ่งทั้งหมดถูกรวมเป็นต้นทุนของการไฟฟ้า ก่อนสะท้อนกลับมาเป็นภาระบนบิลค่าไฟของประชาชน
"กรมทางหลวงสร้างเสาไฟ แต่การไฟฟ้าจ่ายบิล"
นายพีระพันธุ์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ปัจจุบันเสาไฟ โคมไฟ และหลอดไฟบนถนนหลวงเป็นทรัพย์สินของกรมทางหลวง แต่เมื่อเปิดใช้งานจริง ผู้จ่ายค่าไฟกลับเป็นการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพราะกรมทางหลวงได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าไฟ การไฟฟ้าจึงต้องหาทางแบกต้นทุนก้อนนี้ และสุดท้ายมันก็ไปแฝงอยู่ในค่าไฟของประชาชน

ชี้ "ไม่ผิดกฎหมาย" เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดหน้าที่ไว้
นายพีระพันธุ์ ระบุว่า เรื่องนี้ฟ้องร้องไม่ได้ เพราะไม่ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ต้นเหตุสำคัญคือไม่มีกฎหมายกำหนดชัดเจนว่าการให้บริการไฟสาธารณะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด "หากมีกฎหมายกำหนดไว้แล้วยังนำต้นทุนไปแฝงในค่าไฟ จึงจะถือว่าผิด"
เสนอใช้ "กำไร 3 การไฟฟ้า–กองทุนไฟฟ้า" อุ้มประชาชนแทนผลักภาระ
นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า ตนเคยเสนอแนวคิดให้นำกำไรของ กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ซึ่งรวมกันเฉลี่ยปีละราว 50,000 ล้านบาท มาชดเชยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เพราะมองว่ารัฐวิสาหกิจถูกตั้งขึ้นเพื่อให้บริการประชาชน ไม่ใช่เพื่อแสวงหากำไร นอกจากนี้ ยังเสนอให้ดึงเงินจากกองทุนไฟฟ้า ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มาช่วยลดภาระค่าไฟสาธารณะ เนื่องจากกองทุนนี้ได้รับเงินสมทบจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมากลับไม่เคยถูกนำมาใช้ในลักษณะนี้
ย้ำ "รัฐบาล" ทำได้ทันที หากมีเจตจำนงจริง
นายพีระพันธุ์ มองว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทำได้ทันที หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมือง เพราะเวลานี้นายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานหลักล้วนอยู่ฝ่ายเดียวกัน จึงเสนอเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อออกมติห้ามนำค่าไฟสาธารณะไปรวมในค่าไฟประชาชน และกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของระบบรับผิดชอบเองได้ทันที
ชี้ทางออกระยะยาว "ต้องแก้กฎหมาย"
นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า แม้นโยบายของรัฐบาลจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่หากต้องการความยั่งยืน จำเป็นต้องตรากฎหมายใหม่ เพื่อวางหลักเกณฑ์การบริหารจัดการค่าไฟสาธารณะให้ชัดเจน ไม่ให้เปลี่ยนไปมาตามรัฐบาลหรือรัฐมนตรีแต่ละยุค พร้อมเน้นว่าปัญหาไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพลังงานเพียงหน่วยงานเดียว แต่พัวพันหลายกระทรวง จึงต้องปฏิรูปโครงสร้างทั้งระบบ

บทความที่เกี่ยวข้อง


