“นราพัฒน์” จี้รัฐ “7 ปีเตรียมอะไรไว้” ก่อนใช้ พ.ร.ก.อุ้มไบโอดีเซล ชี้ “ซื้อเวลาไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน”

นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงรัฐบาล หลังมีกระแสข่าวอาจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อแก้ปัญหาการสิ้นสุดระยะเวลาการอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 24 ก.ย. 2569 โดยระบุว่า เมื่อรัฐบาลรู้กำหนดเส้นตายมานาน เหตุใดจึงปล่อยให้เข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้วจึงคิดใช้กฎหมายฉุกเฉินแก้ปัญหา ทั้งที่ พ.ร.บ.ดังกล่าวเปิดเวลาให้เตรียมการเปลี่ยนผ่าน และมีการขยายระยะเวลามาแล้ว 2 ครั้ง รวมเวลาถึง 7 ปี ย้ำว่า “7 ปีที่ผ่านมาเราเตรียมอะไรไว้?” หากรัฐบาลจะใช้ พ.ร.ก.ต่ออายุการอุดหนุน ก็ต้องตอบให้ได้ว่ามีความจำเป็นฉุกเฉินและเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
ต่ออายุได้ แต่ต้อง “ต่อเพื่อเปลี่ยนผ่าน”
นายนราพัฒน์ เห็นว่า ปัญหาปาล์มไม่ควรจบด้วยการต่ออายุการอุดหนุน เพราะหากไม่มีแผนเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนก็เป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” โดยที่ผ่านมา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เคยเตรียมผลักดันกฎหมายส่งเสริมปาล์มน้ำมัน เพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกร ได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นธรรม หลักคิดสำคัญคือ เกษตรกรไม่ควรมีรายได้เพียงจากการขายผลปาล์ม แต่ต้องมีส่วนในมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป เปลี่ยนจากการ “ขายวัตถุดิบ” ไปสู่การ “แปรรูปและขายผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง”
จาก CPO สู่ SAF, Oleochemical และ Bioeconomy
อีกโจทย์สำคัญ คือ การสร้างตลาดใหม่รองรับน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO เพื่อไม่ให้ประเทศไทยพึ่งพาตลาดไบโอดีเซลเพียงตลาดเดียว โดยควรเร่งพัฒนาตลาด SAF หรือเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน, Oleochemical หรือผลิตภัณฑ์เคมีจากน้ำมันและไขมัน รวมถึง Bio-based Products และ Bioeconomy “เพราะหากตลาดเดิมกำลังเปลี่ยน แต่ตลาดใหม่ยังไม่เกิดขึ้น ความเสี่ยงคือ CPO อาจล้นตลาดและกดราคาผลปาล์ม กระทบเกษตรกรโดยตรง”
ตั้ง War Room ปาล์ม-พลังงาน
นายนราพัฒน์ เสนอให้รัฐบาลตั้ง War Room ปาล์ม-พลังงาน ดึงกระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม มาทำงานร่วมกัน โดยต้องมีข้อมูลชัดเจนว่า CPO ผลิตเท่าไร มีสต็อกเท่าไร B100 ใช้เท่าไร ส่งออกเท่าไร และตลาดใหม่รองรับได้เท่าไร พร้อมจัดทำ Palm Oil Balance ให้แม่นยำ หลักการสำคัญคือ “อย่าหยุดตลาดเดิม ก่อนที่ตลาดใหม่จะพร้อม”
รื้อโครงสร้างดีเซล ลดภาระทั้งระบบ
นายนราพัฒน์ ยังเสนอให้ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันควบคู่กัน โดยนำแนวคิด Cost Plus ที่นายพีระพันธุ์เคยเสนอ ซึ่งลดการพึ่งพาราคาอ้างอิงสิงคโปร์ และคำนวณจากต้นทุนจริงบวกผลตอบแทนที่เหมาะสมกลับมาศึกษาอย่างจริงจัง เป้าหมายคือ “หากสามารถลดต้นทุนดีเซลได้จริง ก็จะเพิ่มพื้นที่ให้รัฐบริหารการใช้ไบโอดีเซลในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยไม่ผลักภาระไปยังทั้งผู้ใช้น้ำมันและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม”
5 ข้อเสนอ “แก้ทั้งระบบ” ไม่ใช่ต่ออายุไปเรื่อยๆ
นายนราพัฒน์ เสนอให้รัฐบาลเดินหน้า 5 เรื่องควบคู่กัน ได้แก่ ปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน , รักษาตลาดไบโอดีเซลในช่วงเปลี่ยนผ่าน , บริหาร Palm Oil Balance ให้มีประสิทธิภาพ , สร้างตลาดใหม่ ทั้ง SAF Oleochemical และ Bioeconomy , ออกกฎหมายปาล์มน้ำมันฉบับใหม่ ให้เกษตรกรมีส่วนได้รับประโยชน์จากมูลค่าการแปรรูป
24 ก.ย. นี้ ต้องไม่ใช่ “วันซื้อเวลา”
นายนราพัฒน์ ย้ำว่า หากจำเป็นต้องมีมาตรการระยะสั้นเพื่อป้องกันแรงกระแทกราคาปาล์ม สามารถทำได้ แต่ต้องชัดเจนว่าเป็น “การขยายเพื่อเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่การขยายเพื่ออุดหนุนต่อไปเรื่อยๆ” หลังจากมีเวลาเตรียมตัวมา 7 ปี ประเทศไทยไม่ควรกลับมาแก้ปัญหาเดิมด้วยการ “ซื้อเวลา” อีกครั้ง โดยวันที่ 24 ก.ย. 2569 ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและโครงสร้างพลังงานไทย เพื่อให้เกษตรกรขายปาล์มได้ราคาที่เป็นธรรม ประชาชนใช้น้ำมันในราคาที่เหมาะสม และประเทศไม่ต้องใช้งบประมาณแก้ปัญหาเดิมซ้ำๆ



