“อรรถวิชช์” หนุนมติ กมอ. ตัด IF พ้นเหล็กข้ออ้อย ล็อกกรรมวิธีผลิตให้ได้มาตรฐาน แนะรัฐเยียวยาผู้ประกอบการเปลี่ยนเครื่องจักร-ลดหย่อนภาษี
อัพเดทล่าสุด: 17 ส.ค. 2026
10 ผู้เข้าชม

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงทิศทางมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย ในเวที “ประชาพิจารณ์มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต” ภายหลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ซึ่งเป็นบอร์ดใหญ่ด้านมาตรฐานอุตสาหกรรม มีมติให้จำกัดกรรมวิธีการผลิตเหล็กข้ออ้อย ซึ่งใช้สำหรับทำเสาและคาน ให้เหลือเพียง 2 กรรมวิธี ได้แก่ BO (Basic Oxygen Furnace) และ EF (Electric Arc Furnace) ส่งผลให้กรรมวิธี IF (Induction Furnace) ต้องออกจากการผลิตเหล็กข้ออ้อย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ก่อนนำไปสู่การออกกฎกระทรวงอุตสาหกรรม
.
ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มอก. 2559 ไม่ได้กำหนดตายตัวถึงกรรมวิธีการผลิต แต่เปิดให้ใช้ IF โดยกำหนดเพียงให้มีกระบวนการทำให้น้ำเหล็กบริสุทธิ์อย่างเหมาะสม ทำให้การควบคุมไปอยู่ที่การตรวจสอบเหล็กปลายทาง ซึ่งมีข้อจำกัดด้านกำลังคน โดยกองตรวจมาตรฐานที่รับผิดชอบเรื่องเหล็กมีกำลังเจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานเพียง 5 คน ขณะที่การตรวจครั้งใหญ่ ตนในฐานะอดีตประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ต้องสนธิกำลังจากหลายหน่วยงาน
.
ส่วนผู้ประกอบการที่ลงทุนในกรรมวิธี IF และได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนมาตรฐาน รัฐต้องมีมาตรการเยียวยา โดยเฉพาะการสนับสนุนการเปลี่ยนเครื่องจักร เช่น สิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี รวมถึงการนำเข้าเครื่องจักรผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานใหม่ได้
.
ทั้งนี้ ดร.อรรถวิชช์ เสนอว่ากรรมวิธี IF ไม่จำเป็นต้องหายไปจากอุตสาหกรรมเหล็กทั้งหมด โดยเหล็กเส้นกลมที่ไม่ได้ใช้รับน้ำหนักในลักษณะเสาและคาน ยังสามารถใช้ IF ได้ แต่ควรยกระดับกระบวนการผลิต โดยต้องมี “เตาปรุง” เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน
.
สำหรับกรณีเหล็กที่เก็บมาตรวจจากตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ดร.อรรถวิชช์ ย้ำว่า ต้องแยกประเด็น “มาตรฐานเหล็ก” ออกจาก “สาเหตุการถล่มของอาคาร” โดยระบุว่า ผลตรวจของกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า เหล็ก IF บางส่วนไม่ผ่านมาตรฐาน ทั้งเรื่องการงอ หน้าตัด และระยะบั้ง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของเหล็กและการยึดเกาะกับปูน แต่การจะสรุปว่าเหล็กเป็นสาเหตุของการถล่มหรือไม่ เป็นประเด็นทางวิศวกรรมที่ต้องพิจารณาแยกกัน จึงเรียกร้องให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยข้อมูลผลตรวจเหล็กจากกรณีดังกล่าวต่อสาธารณะ เพื่อให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงและนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานที่ปลอดภัยกว่าเดิม
.
ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มอก. 2559 ไม่ได้กำหนดตายตัวถึงกรรมวิธีการผลิต แต่เปิดให้ใช้ IF โดยกำหนดเพียงให้มีกระบวนการทำให้น้ำเหล็กบริสุทธิ์อย่างเหมาะสม ทำให้การควบคุมไปอยู่ที่การตรวจสอบเหล็กปลายทาง ซึ่งมีข้อจำกัดด้านกำลังคน โดยกองตรวจมาตรฐานที่รับผิดชอบเรื่องเหล็กมีกำลังเจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานเพียง 5 คน ขณะที่การตรวจครั้งใหญ่ ตนในฐานะอดีตประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ต้องสนธิกำลังจากหลายหน่วยงาน
.
ส่วนผู้ประกอบการที่ลงทุนในกรรมวิธี IF และได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนมาตรฐาน รัฐต้องมีมาตรการเยียวยา โดยเฉพาะการสนับสนุนการเปลี่ยนเครื่องจักร เช่น สิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี รวมถึงการนำเข้าเครื่องจักรผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานใหม่ได้
.
ทั้งนี้ ดร.อรรถวิชช์ เสนอว่ากรรมวิธี IF ไม่จำเป็นต้องหายไปจากอุตสาหกรรมเหล็กทั้งหมด โดยเหล็กเส้นกลมที่ไม่ได้ใช้รับน้ำหนักในลักษณะเสาและคาน ยังสามารถใช้ IF ได้ แต่ควรยกระดับกระบวนการผลิต โดยต้องมี “เตาปรุง” เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน
.
สำหรับกรณีเหล็กที่เก็บมาตรวจจากตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ดร.อรรถวิชช์ ย้ำว่า ต้องแยกประเด็น “มาตรฐานเหล็ก” ออกจาก “สาเหตุการถล่มของอาคาร” โดยระบุว่า ผลตรวจของกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า เหล็ก IF บางส่วนไม่ผ่านมาตรฐาน ทั้งเรื่องการงอ หน้าตัด และระยะบั้ง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของเหล็กและการยึดเกาะกับปูน แต่การจะสรุปว่าเหล็กเป็นสาเหตุของการถล่มหรือไม่ เป็นประเด็นทางวิศวกรรมที่ต้องพิจารณาแยกกัน จึงเรียกร้องให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยข้อมูลผลตรวจเหล็กจากกรณีดังกล่าวต่อสาธารณะ เพื่อให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงและนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานที่ปลอดภัยกว่าเดิม


