แชร์

“พีระพันธุ์ - อรรถวิชช์ - รสนา” เห็นพ้องชงยุบ กกพ. ควบรวม กพช. หยุดเอกชนผูกขาด ดัน กฟผ. ผลิตไฟเกิน 50% เติมรายได้รัฐ ลดภาระประชาชน

อัพเดทล่าสุด: 5 ก.ย. 2026
11 ผู้เข้าชม

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเวทีสัมมนา “ปรับบทบาท กกพ. เสริม กฟผ. เติมรายได้รัฐ ลดรายจ่ายประชาชน” จัดโดยคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 3 และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ร่วมเสวนา



นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างพลังงานไม่ได้กระทบเพียงค่าไฟ แต่เชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจครัวเรือน ระบบการเงิน การคลัง และเศรษฐกิจของประเทศ หากลดต้นทุนพลังงานได้ จะช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ จึงเสนอให้สังคายนาระบบกำกับดูแลพลังงาน ทั้งไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมัน โดยรวมองค์กรกำกับดูแลให้เหลือ 1 แห่ง พร้อมให้อำนาจเพียงพอในการกำกับดูแล

นอกจากนี้ เสนอให้ปรับโครงสร้างกฎหมายการไฟฟ้าที่ปัจจุบันเกี่ยวข้อง 3 ฉบับ และทบทวนการแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อให้การบริหารจัดการและงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับ กฟผ. นายพีระพันธุ์เห็นว่าต้องกลับมาเป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตไฟฟ้า เพราะการลดสัดส่วนการผลิตลงต่ำกว่า 50% ทำให้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำในระบบลดลง และเพิ่มการพึ่งพาเอกชน จึงเสนอให้รวม 3 การไฟฟ้าเข้าด้วยกันเพื่อลดต้นทุนการบริหาร และกำหนดในกฎหมายให้ กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อบริการประชาชนไม่น้อยกว่า 50% ของประเทศ



นอกจากนี้ ยังเสนอปลดล็อกโซลาร์เสรี เปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อลดภาระค่าไฟครัวเรือน โดยมองว่าความมั่นคงด้านพลังงานไม่ควรหมายถึงเพียงการป้องกันไฟดับ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับพลังงานหมุนเวียนที่ควรเร่งพัฒนาระบบพลังน้ำสูบกลับ หรือ Pumped Storage เพื่อกักเก็บพลังงานและผลิตไฟฟ้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดย กฟผ. มีตัวอย่างการดำเนินงานที่เขื่อนลำตะคองแล้ว และควรนำแนวทางนี้มาใช้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) มากขึ้น

ด้าน ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า โครงสร้างพลังงานไทยยังแยกส่วน โดย กฟผ. อยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน ขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ทำให้การบริหารจัดการมีความซับซ้อน พร้อมระบุว่า กกพ. จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายปี 2550 และเริ่มดำเนินการในปี 2551 แต่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กำลังผลิตของ กฟผ. ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เอกชนมีบทบาทเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อรายได้รัฐและต้นทุนระบบไฟฟ้า



พร้อมชี้ว่า งบประมาณประเทศมีรายจ่ายประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เทียบกับรายได้ราว 3 ล้านล้านบาท ขาดดุลประมาณ 7.88 แสนล้านบาท และขาดดุลใกล้เพดานต่อเนื่องหลายปี ทำให้งบประมาณปี 2571 มีข้อจำกัดมากขึ้น จึงต้องมองหาแนวทางเพิ่มรายได้จากศักยภาพของรัฐวิสาหกิจ

สำหรับบทบาทของ กฟผ. ดร.อรรถวิชช์มองว่าต้องเพิ่มศักยภาพของ กฟผ. ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เอกชนผูกขาด และเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศควบคู่กับการลดภาระประชาชน



ด้าน นางสาวรสนา กล่าวว่า กฟผ. ควรกลับมาเป็น “การไฟฟ้าฝ่ายผลิต” ไม่ใช่ “การไฟฟ้าฝ่ายซื้อ” พร้อมเสนอให้ยุติโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังผลิตสูงกว่าความต้องการใช้ และประชาชนต้องแบกรับค่าไฟจากกำลังผลิตส่วนเกิน โดยมองว่าการจัดทำแผนพลังงานต้องมองภาพรวม ไม่ใช่ต่างหน่วยต่างทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะการเพิ่มโรงไฟฟ้าเอกชนที่อาจทำให้ต้นทุนระบบสูงขึ้น และประชาชนต้องรับภาระในระยะยาว


นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ดัชนี Loss of Load Expectation (LOLE) เป็นเกณฑ์วัดความมั่นคงทางไฟฟ้า โดยมองว่าหากกำหนดระดับความเสี่ยงไฟดับไว้ต่ำมาก อาจกลายเป็นเหตุผลในการเพิ่มโรงไฟฟ้า ทั้งที่ระบบมีกำลังผลิตส่วนเกินอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้การบริหารพลังงานยึดหลักความสุจริตและป้องกันการทุจริต โดยนักการเมืองควรอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ไม่ใช่ใช้ช่องโหว่เพื่อเอื้อประโยชน์

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของกิจกรรมได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็น พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพของ กฟผ. และบทบาทในระบบพลังงานไทย


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้