เกิดอะไรขึ้นกับ "บึงรับน้ำคลองคู้บอน" ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ต้องตอบ! ทำไมพื้นที่แก้มลิงหายไปจากผังเมือง?

บึงรับน้ำคลองคู้บอน คืออะไร?
เป็นโครงการพื้นที่รับน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ บริเวณเขตคันนายาว ตามแนวทางพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่จะต้องมีพื้นที่แก้มลิงรับน้ำหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ โดยตามแผนเดิมมีพื้นที่ประมาณ 130 ไร่ และกำหนดความสามารถในการรองรับน้ำประมาณ 870,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็น 3 เท่าของมวลน้ำที่ท่วมในเคหะคลองจั่น
ทำไม รทสช. ถึงหยิบประเด็นนี้มาทวงถามอีกครั้ง
เพราะกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เผชิญปัญหาน้ำท่วมหลายพื้นที่ และเกิดข้อถกเถียงว่าเหตุใดโครงการที่มีการศึกษามาหลายปีจึงไม่ได้เดินหน้าต่อ และเหตุใดพื้นที่ดังกล่าวจึงไม่ได้ถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำอย่างชัดเจนในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่
โครงการนี้ถูกคิดขึ้นมาเมื่อไหร่?
ถูกคิดขึ้นมาสมัยผู้ว่าฯ อัศวิน ขวัญเมือง ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเมื่อปี 2560 ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่และบริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าของที่ดินได้เห็นชอบกับการเวนคืนที่ดิน
บึงคู้บอนเป็นเพียงโครงการเดียวหรือไม่?
ไม่ใช่ บึงคู้บอนเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดจัดหาพื้นที่รับน้ำหลายแห่งในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยตามโครงการยังมีบึงรับน้ำในพื้นที่ บางชัน คลองสามวา พระยาสุเรนทร์ และลำหม้อแตก เป็นต้น
แล้วทำไมวันนี้จึงโฟกัสที่ “บึงคู้บอน” เป็นพิเศษ?
เพราะบึงคู้บอนเป็นโครงการที่มีรายละเอียดค่อนข้างชัด ทั้งขนาดพื้นที่ ความจุรับน้ำ การรับฟังความคิดเห็น แบบโครงการ และกระบวนการเกี่ยวกับการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงเป็นกรณีที่สามารถย้อนตรวจสอบลำดับการดำเนินงานได้ค่อนข้างมาก
ก่อนปี 2565 โครงการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว?
มีการออกแบบโครงการบึงคู้บอน มีการดำเนินการเกี่ยวกับร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน และมีป้ายประกาศ ณ บริเวณโครงการลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564
แล้วปี 2565 โครงการยังอยู่ในแผนของ กทม. หรือไม่?
โครงการยังปรากฏในแผนปฏิบัติราชการของสำนักการระบายน้ำ กทม. ปี 2565 ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักฐานที่เขานำมาใช้ตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการในเวลาต่อมา
ประเด็น “254 ล้านบาท” มาจากไหน?
เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการในอดีตมาแสดง โดยระบุว่า ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับบึงคู้บอนอยู่ที่ 254 ล้านบาท และใช้ตัวเลขนี้โต้แย้งคำชี้แจงเรื่องต้นทุนโครงการในปัจจุบัน
แล้วตัวเลข “11,000 ล้านบาท” มาจากไหน?
ชัชชาติชี้แจงว่า ตัวเลขประมาณ 11,000 ล้านบาทเป็นการประเมินการดำเนินโครงการบึงคู้บอนและบึงบางชัน ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะค่าที่ดิน แต่รวมการเวนคืนและระบบนำน้ำเข้า–ออก รวมถึงการปรับระบบน้ำที่เกี่ยวข้องด้วย โดยระบุว่าค่าเวนคืนในสองพื้นที่มีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท
แปลว่า 254 ล้านบาทกับ 11,000 ล้านบาทเปรียบเทียบกันตรงๆ ไม่ได้?
จากคำชี้แจงของทั้งสองฝ่าย เป็นตัวเลขคนละขอบเขต 254 ล้านบาทที่ รทสช. ยกมาเป็นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน “คู้บอน” ในเอกสารเดิม ขณะที่ 11,000 ล้านบาทที่ชัชชาติกล่าวถึงเป็นประมาณการสำหรับ “คู้บอนและบางชัน” รวมต้นทุนองค์ประกอบอื่นด้วย ดังนั้นหากจะเปรียบเทียบให้ชัด จำเป็นต้องเห็นรายละเอียดประมาณการต้นทุนในปีและขอบเขตเดียวกัน
แล้วเหตุใด รทสช. จึงโต้ตัวเลข 11,000 ล้านบาท?
เพราะ รทสช. เห็นว่าการนำตัวเลขของคู้บอนและบางชัน รวมถึงต้นทุนส่วนอื่น มาตอบคำถามเฉพาะกรณีคู้บอน ทำให้ไม่เห็นว่าต้นทุนของคู้บอนเพียงโครงการเดียวเป็นเท่าใด จึงเรียกร้องให้ กทม. แยกตัวเลขออกมาให้ชัดเจน
ประเด็นสำคัญจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ “254 ล้าน VS 11,000 ล้าน” ใช่หรือไม่?
คำถามที่ละเอียดกว่าคือ ปัจจุบันคู้บอนเพียงโครงการเดียวมีค่าที่ดินเท่าใด ค่าก่อสร้างเท่าใด ค่าระบบนำน้ำเข้า–ออกเท่าใด และอะไรทำให้ประมาณการเปลี่ยนจากแผนเดิม ซึ่งจะทำให้เปรียบเทียบตัวเลขได้บนฐานเดียวกัน
ชัชชาติให้เหตุผลอย่างไรที่ไม่เดินหน้ารูปแบบเดิม?
ชัชชาติระบุว่า กทม. ต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพทางวิศวกรรม ความเหมาะสมของพื้นที่ และความคุ้มค่าของงบประมาณ โดยพื้นที่คู้บอนและบางชันเป็นที่ดินเอกชนและต้องลงทุนทั้งการเวนคืนและระบบน้ำ จึงมีการพิจารณาทางเลือกอื่น
กทม. “ยกเลิกแนวคิดแก้มลิง” หรือไม่?
ชัชชาติให้เหตุผลว่ามีทางเลือกอื่นในการจัดการปัญหาน้ำท่วมใน กทม. แต่โครงการยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมจนทำให้น้ำยังท่วมในกรุงเทพฯ
แล้ว กทม. เสนออะไรแทนบึงคู้บอนและบางชัน?
คำชี้แจงของชัชชาติกล่าวถึงการปรับปรุงระบบคลองและโครงสร้างระบายน้ำ รวมถึงระบบอุโมงค์ โดยประเมินทางเลือกดังกล่าวไว้ประมาณ 6,500 ล้านบาท
ฝ่ายที่เรียกร้องบึงคู้บอนคัดค้านการสร้างอุโมงค์หรือไม่?
ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ไม่ได้คัดค้านอุโมงค์ แต่ต้องการให้บึงคู้บอนทำงานควบคู่กับระบบอุโมงค์ เพื่อให้มีทั้งพื้นที่พักน้ำและระบบระบายน้ำออกจากพื้นที่
แนวคิด “บึง + อุโมงค์” ต่างจาก “อุโมงค์อย่างเดียว” อย่างไร?
ในหลักการพื้นที่รับน้ำทำหน้าที่หน่วงหรือพักน้ำชั่วคราว ขณะที่อุโมงค์และระบบระบายน้ำทำหน้าที่เคลื่อนย้ายน้ำออกจากพื้นที่
แล้วบึงคู้บอนเกี่ยวข้องกับร่างผังเมืองอย่างไร?
แนวพื้นที่โครงการไม่ได้ถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำอย่างชัดเจนในร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ และกังวลว่าหากไม่สงวนพื้นที่ไว้ การรักษาพื้นที่สำหรับโครงการรับน้ำในอนาคตอาจทำได้ยากขึ้น
ร่างผังเมืองฉบับนี้ประกาศใช้แล้วหรือยัง?
ร่างผังเมืองดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยกำหนดช่วงดำเนินการถึง 9 พฤศจิกายน 2569
มีที่ดินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์อยู่ในแนวโครงการจริงหรือไม่?
จริง มีแปลงที่ดินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) อยู่ในแนวพื้นที่โครงการ และแสดงการแบ่งแปลงย่อยบางส่วน
การที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ถือครองที่ดิน แปลว่าบริษัททำผิดหรือไม่?
บริษัทไม่ได้ทำผิดจากการเป็นเจ้าของที่ดิน ประเด็นที่ รทสช. ตั้งคำถามอยู่ที่การตัดสินใจของ กทม. ต่อโครงการ ไม่ใช่การกล่าวหาว่าการถือครองที่ดินของเอกชนเป็นความผิด
แล้วความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทอสังหาริมทรัพย์ กับ ผู้ว่าฯ กทม. ?
รทสช. ตั้งข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงดังกล่าว และการตัดสินใจของ กทม. เกิดจากผลประโยชน์หรือความสัมพันธ์ดังกล่าวหรือไม่
ชาวบ้านในพื้นที่มีจุดยืนอย่างไร?
ชาวบ้านในพื้นที่สนับสนุนการสร้างบึงคู้บอน และมีการติดตามการดำเนินการโครงการมาตั้งแต่ปี 2560 และเคยหารือกับนายวิษณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ถึง 2 ครั้ง โดยต้องการให้มีพื้นที่พักน้ำควบคู่กับอุโมงค์ ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
แล้วคำถามที่ กทม. ควรตอบให้ชัดที่สุดตอนนี้คืออะไร?
โครงการเดิมยุติหรือถูกทบทวนเมื่อไหร่ ด้วยเหตุผลอะไร ต้นทุนปัจจุบันของบึงคู้บอนเพียงแห่งเดียวเท่าไหร่ และระบบที่เลือกมาทดแทนให้ประสิทธิภาพด้านการรองรับและระบายน้ำแตกต่างจากแผนเดิมอย่างไร
อรรถวิชช์ต้องการให้ชัชชาติลาออกหรือไม่?
รทสช. ไม่ได้เรียกร้องให้ชัชชาติลาออก แต่ต้องการให้ กทม. ทบทวนและนำโครงการบึงรับน้ำคู้บอนกลับมาพิจารณาเดินหน้าอีกครั้ง
สุดท้ายแล้วเรื่อง “บึงคู้บอน” รทสช. ต้องการคำตอบเรื่องอะไร?
รทสช. ยืนยันว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงการเถียงว่า 254 ล้านบาทหรือ 11,000 ล้านบาท แต่คือการทำให้ข้อมูลอยู่บนฐานเดียวกันว่า บึงคู้บอนเพียงแห่งเดียวมีต้นทุนจริงเท่าไหร่ ทำไมแผนเดิมจึงไม่ได้เดินหน้าต่อ เหตุใดพื้นที่จึงไม่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำอย่างชัดเจนในร่างผังเมือง และระบบที่ กทม. เลือกใช้แทนสามารถชดเชยพื้นที่พักน้ำ 870,000 ลูกบาศก์เมตรได้อย่างไร นี่คือข้อมูลที่ประชาชนต้องใช้เพื่อประเมินทางเลือกในการจัดการน้ำของกรุงเทพฯ อย่างครบถ้วน


