“เสรีโซลาร์” ปลดล็อกพลังงานสะอาด ลดขั้นตอนติดตั้ง เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน

“เสรีโซลาร์” คืออะไร?
“เสรีโซลาร์” คือแนวคิดเปิดทางให้ประชาชนและภาคธุรกิจติดตั้ง Solar Rooftop หรือแผงโซลาร์บนหลังคา เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ง่ายขึ้น โดยลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อนในการดำเนินการ ประชาชนไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากหลายหน่วยงานเหมือนเดิม แต่การติดตั้งยังต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด
ทำไม รทสช. จึงผลักดัน พ.ร.บ. เสรีโซลาร์?
รทสช. ผลักดัน พ.ร.บ.เสรีโซลาร์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนการดำเนินการ และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงพลังงานสะอาด ท่ามกลางปัญหาด้านพลังงานที่ประเทศต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีต้นทุนและส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจ
“พีระพันธุ์” และ “ดร.อรรถวิชช์” ผลักดัน “เสรีโซลาร์” อย่างไร?
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ผลักดันเรื่องเสรีโซลาร์ในฝ่ายบริหาร ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยเสนอ “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ....” ต่อ ค.ร.ม. ซึ่งมีมติอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 เพื่อส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เอง ลดขั้นตอน และกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย
.
ขณะที่ ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ผลักดันในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเสนอ “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ....” ต่อประธานสภาฯ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เสนอปรับจากระบบขออนุญาตหลายหน่วยงานเป็นระบบ “แจ้งเพื่อทราบ” พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัย การเชื่อมต่อ การใช้หรือจำหน่ายไฟฟ้า และการจัดการซากอุปกรณ์
สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. เสรีโซลาร์ ที่ รทสช. เสนอคืออะไร?

สาระสำคัญ 3 เรื่องหลัก คือ
1. ลดขั้นตอน จากการต้องดำเนินการหลายขั้นตอน มาเป็น “ระบบแจ้งเพื่อทราบ”
• ผู้ที่ต้องการติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ต้องยื่นแจ้งต่ออธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนดำเนินการติดตั้งจริง
• เมื่อพ้นกำหนด 30 วัน หากหน่วยงานไม่มีการทักท้วงหรือสั่งระงับ ให้ถือว่าผู้แจ้งสามารถดำเนินการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
2. ลดความซ้ำซ้อน
จากเดิมที่ประชาชนต้องดำเนินการและประสานงานกับหลายหน่วยงาน เช่น กฟผ. กฟภ. กฟน. และหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งมีขั้นตอนและเงื่อนไขแตกต่างกัน ร่างกฎหมายจึงกำหนดกระบวนการให้ชัดเจนขึ้น และกำหนดข้อมูลที่ต้องแจ้งไว้ในหลักเกณฑ์เดียวกัน เพื่อลดการยื่นเอกสารและการดำเนินการซ้ำหลายหน่วยงาน ทำให้การติดตั้ง Solar Rooftop มีขั้นตอนที่ง่าย
3. กำหนดกติกาให้ชัดเจน
ตั้งแต่การติดตั้งแผงโซลาร์ การเชื่อมต่อเข้าระบบไฟฟ้า การนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปใช้หรือจำหน่าย รวมถึงการจัดการแผงโซลาร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ เมื่อหมดอายุการใช้งาน
ถ้าเปลี่ยนเป็น “ระบบแจ้งเพื่อทราบ” แล้ว ใครจะรับผิดชอบตรวจสอบความปลอดภัย?
แม้จะใช้ระบบแจ้งเพื่อทราบ ผู้ติดตั้งระบบ Solar Rooftop ยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านไฟฟ้า โครงสร้าง และความปลอดภัย โดยร่างกฎหมายแยกบทบาทผู้ตรวจสอบออกเป็น 2 สาขาอย่างชัดเจน หากพบว่าการติดตั้งไม่ปลอดภัยหรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ก็สามารถสั่งให้แก้ไขได้
1. “วิศวกรไฟฟ้า” มีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า การเดินสายไฟ และการเชื่อมต่อระบบให้ได้มาตรฐาน
2. “วิศวกรโยธา” มีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างหลังคาหรือส่วนของอาคารที่รองรับน้ำหนักแผงโซลาร์ เพราะแผงโซลาร์มีน้ำหนักและอาจส่งผลต่อโครงสร้างเดิมของอาคาร หากไม่ได้รับการประเมินอย่างถูกต้อง
ใครบ้างที่ติดตั้ง Solar Rooftop ได้?

ประชาชนและผู้ประกอบการที่มีสิทธิใช้สถานที่ สามารถติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กลุ่มหลักคือ
• บ้านพักอาศัย
• สถานประกอบกิจการ
• สถานที่ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
บ้านเช่าและคอนโดมิเนียมติดตั้งได้หรือไม่?
ติดตั้งได้ หากมีสิทธิในการใช้พื้นที่และเป็นไปตามกฎของสถานที่นั้น
• สำหรับบ้านเช่า ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของ หรือมีสิทธิใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง
• ส่วนคอนโดมิเนียม ต้องพิจารณาสิทธิในพื้นที่ส่วนกลางและกฎของนิติบุคคลอาคารชุด
ผลิตไฟฟ้าใช้เองแล้วช่วยลดค่าไฟอย่างไร?
เมื่อ Solar Rooftop ผลิตไฟฟ้าได้ ผู้ติดตั้งสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้เอง ทำให้ในช่วงเวลาที่ผลิตไฟได้ สามารถลดการซื้อไฟฟ้าจากระบบ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ไฟฟ้ามากในช่วงกลางวัน ทั้งนี้ จำนวนเงินที่ประหยัดได้จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดระบบ ปริมาณการใช้ไฟ ช่วงเวลาที่ใช้ไฟ และต้นทุนติดตั้ง
ถ้าผลิตไฟฟ้าเหลือ สามารถนำไปขายได้หรือไม่?

ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะขายหรือให้ไฟฟ้าแก่ใครก็ได้ โดยร่างกฎหมายกำหนดหลักและข้อยกเว้นไว้ ดังนี้
• ใช้เองได้ สำหรับไฟฟ้าที่ผลิตจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์
• ขายหรือให้ไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
• ขายหรือให้ไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
• ขายหรือให้ไฟฟ้าแก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
• ขายหรือให้บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นได้ในสถานประกอบการของตนเอง หรือพื้นที่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประกาศกำหนด
ทั้งนี้ หากจำหน่ายไฟฟ้าโดยมีค่าตอบแทนแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ต้องเป็นไปตามราคาและผลตอบแทนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประกาศกำหนด
หากประชาชนต้องการขายไฟส่วนเกินให้การไฟฟ้า ต้องทำอย่างไร?
ประชาชนสามารถนำไฟฟ้าส่วนเกินจาก Solar Rooftop ขายให้ กฟภ. หรือ กฟน.ได้ หากเข้าเงื่อนไขและเข้าร่วมโครงการ โดยต้องยื่นคำขอ ตรวจสอบระบบ และทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์
.
สำหรับโครงการรับซื้อไฟฟ้าจาก Solar Rooftop ภาคประชาชน ประเภทบ้านอยู่อาศัย ปี 2569 กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี และเสนอขายได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ โดยมีเป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 500 เมกะวัตต์
แล้ว กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนไหม?
ปัจจุบันยังไม่พบโครงการที่เปิดให้บ้านทั่วไปขายไฟ Solar Rooftop ส่วนเกินให้ กฟผ. โดยตรง
.
ทั้งนี้ กฟผ. จะรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) และ ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) โดยอัตรารับซื้อขึ้นอยู่กับประเภทโครงการ เช่น Solar ของ SPP ภายใต้ FiT (อัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า) มีอัตรา 2.1679 บาทต่อหน่วย และ Solar+BESS (ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่) มีอัตรา 2.8331 บาทต่อหน่วย
การลดขั้นตอนการติดตั้ง Solar Rooftop ช่วยลดต้นทุนให้ประชาชนได้อย่างไร?

ต้นทุนการติดตั้งไม่ได้มีเฉพาะค่าแผงโซลาร์และอุปกรณ์ แต่ยังมีค่าเอกสาร ค่าดำเนินการ เวลา และค่าใช้จ่ายจากการต้องประสานงานหลายขั้นตอน เมื่อกระบวนการเหล่านี้ลดลง ต้นทุนและเวลาที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งก็มีโอกาสลดลงตามไปด้วย ทำให้ประชาชนเข้าถึง Solar Rooftop ได้ง่ายขึ้น
หากประชาชนไม่มีเงินก้อนสำหรับติดตั้ง Solar Rooftop จะมีทางเลือกอย่างไร?
รัฐบาลมีมาตรการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการเข้าถึง Solar Rooftop เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งสูงสุด 200,000 บาท สำหรับบุคคลธรรมดาตามเงื่อนไขที่กำหนด
นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง Solar Rooftop โดยตั้งเป้าหมายระยะแรก 500,000 ครัวเรือน ภายใต้กรอบ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569
“เสรีโซลาร์” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร?

เมื่อการติดตั้ง Solar Rooftop ทำได้ง่ายขึ้น ผลที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจมีหลายด้าน ได้แก่
1. เกิดความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น เช่น แผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
2. ธุรกิจติดตั้งและบริการเติบโตขึ้น เกิดความต้องการช่าง ผู้ติดตั้ง ผู้ตรวจสอบระบบ รวมถึงบริการซ่อมบำรุงและดูแลระบบ
3. ภาคธุรกิจลดต้นทุนพลังงาน ธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงที่ระบบผลิตไฟฟ้าได้ ช่วยลดการซื้อไฟฟ้าจากระบบและลดต้นทุนการดำเนินงาน
4. เกิดการจ้างงานและธุรกิจใหม่ เมื่ออุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ขยายตัว ย่อมเกิดความต้องการแรงงานและบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น
5. สนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด
เมื่อแผงโซลาร์และแบตเตอรี่หมดอายุ จะจัดการอย่างไร?

ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดแนวทางจัดการซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อป้องกันปัญหาขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักสำคัญ ดังนี้
1. ห้ามทิ้งรวมกับขยะทั่วไป
• ซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ไม่สามารถนำไปทิ้งปะปนกับขยะประเภทอื่นได้
2. ห้ามนำไปทิ้งในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม
• ห้ามทิ้งหรือรวบรวมซากอุปกรณ์ในที่ดินของผู้อื่น ที่สาธารณะ หรือที่รกร้างว่างเปล่า รวมถึงห้ามปล่อยให้ซากอุปกรณ์ในพื้นที่ของตนเองอยู่ในสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม
3. การถอดแยกชิ้นส่วนต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์
• โดยหลักห้ามถอดแยกชิ้นส่วนซากอุปกรณ์เอง แต่มีข้อยกเว้น เช่น การถอดเพื่อประกอบกลับเข้าตามเดิม หรือการถอดเพื่อซ่อมแซมและนำกลับมาใช้ซ้ำ
4. นำอุปกรณ์กลับมาใช้ประโยชน์เมื่อยังสามารถใช้งานได้
• อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนที่ยังมีสภาพใช้งานได้ สามารถซ่อมแซมและนำกลับมาใช้ซ้ำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
5. ซากที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ต้องเข้าสู่ระบบจัดการที่เหมาะสม
• เพื่อให้มีการรวบรวม คัดแยก และกำจัดอย่างถูกวิธี ลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
หากประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น จะส่งผลต่อระบบไฟฟ้าอย่างไร?
การที่ประชาชนและภาคธุรกิจติดตั้ง Solar Rooftop และผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น มีผลดีต่อระบบไฟฟ้าหลายด้าน ได้แก่
1. ช่วยลดค่าไฟของผู้ติดตั้ง
• ประชาชนและธุรกิจสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้เอง โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่มีแสงแดด ทำให้ลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากระบบ
2. ลดการใช้เชื้อเพลิงและการพึ่งพาการนำเข้า
• ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยทดแทนไฟฟ้าที่ต้องผลิตจากเชื้อเพลิงในช่วงเวลาที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ จึงช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง และมีส่วนช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ
3. เพิ่มแหล่งผลิตไฟฟ้าใกล้ผู้ใช้
• บ้านและสถานประกอบการสามารถเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กของตนเอง ขณะที่ระบบไฟฟ้ายังคงรองรับการใช้ไฟเมื่อผลิตเองไม่เพียงพอ
4. เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด
• การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ช่วยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
5. ระบบไฟฟ้าต้องบริหารให้สอดคล้องกับการผลิต
• เนื่องจาก Solar Rooftop ผลิตไฟฟ้าได้ตามช่วงเวลาที่มีแสงแดด การไฟฟ้าจึงยังต้องบริหารระบบให้มีไฟฟ้าเพียงพอในช่วงที่โซลาร์ผลิตได้น้อยหรือผลิตไม่ได้
หากติดตั้ง Solar Rooftop จำนวนมาก จะมีมาตรการควบคุมและดูแลอย่างไร?
แม้จะลดขั้นตอนการขออนุญาต แต่ผู้ติดตั้งยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านไฟฟ้า โครงสร้าง และความปลอดภัย รวมถึงหลักเกณฑ์การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า
• ผู้ติดตั้งต้องแจ้งข้อมูลการติดตั้งตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
• ระบบไฟฟ้าและโครงสร้างต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด
• หากตรวจพบว่าระบบมีปัญหา ติดตั้งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรืออาจก่อให้เกิดอันตราย สามารถมีคำสั่งให้แก้ไขได้
หากมีการติดตั้ง Solar Rooftop จำนวนมาก จะรองรับระบบไฟฟ้าได้อย่างไร?

การมี Solar Rooftop เพิ่มขึ้นจำนวนมากเป็นการเพิ่มแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กเข้าสู่ระบบ ร่างกฎหมายจึงวางแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลเพียงพอสำหรับบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า โดยมีหลักสำคัญ คือ
1. การไฟฟ้ารู้ว่ามีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ใด
• ผู้ติดตั้งต้องแจ้งข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลเกี่ยวกับระบบผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มเข้ามา
2. ช่วยวางแผนการบริหารระบบไฟฟ้า
• ข้อมูลกำลังการผลิตและตำแหน่งของระบบ Solar Rooftop ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนและบริหารโครงข่ายไฟฟ้าให้สอดคล้องกับการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
3. ช่วยดูแลความปลอดภัยและเสถียรภาพของโครงข่าย
• ข้อมูลการเชื่อมต่อช่วยให้สามารถกำหนดและตรวจสอบมาตรฐานการเชื่อมต่อ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพ
4. รองรับประชาชนที่เปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า
• เมื่อประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าเองได้มากขึ้น ระบบไฟฟ้าจึงต้องมีข้อมูลและกติกาที่ชัดเจน เพื่อรองรับผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมาก
ทั้งนี้ ปัจจุบัน กฟภ. มีการพัฒนา Smart Grid เพื่อรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและส่งไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้
.
.


